ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

อุรดู หรือ อูรดู

       👳 ภาษาอุรดู (उर्दू/ اردو) ใกล้เคียงกับภาษาฮินดีมาก คำนามแบ่งเป็นปุลลึงค์ (ชาย) และสตรีลึงค์ (หญิง) มีการกำหนดเพศให้กับคำนามที่เป็นคำยืมจากภาษาอื่นเช่นภาษาอังกฤษด้วย คำนามแบ่งเป็นนามเอกพจน์และพหูพจน์ ภาษาอุรดูเป็นภาษาประจำชาติและภาษากลางของปากีสถานในอินเดียภาษานี้จัดอยู่ในภาษาราชการภาษาที่แปดและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐธรรมนูญของอินเดีย ที่นิยมเขียนด้วยอักษรอารบิกหรืออักษรอาหรับแบบภาษาอุรดู (ต่างจากภาษาฮินดีทีเขียนด้วยอักษรเทวนาครี)       👳 เชื่อว่าการติดต่อระหว่างวัฒนธรรมฮินดูและมุสลิมในช่วงที่อิสลามพิชิตอนุทวีปอินเดีย (คริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 16) นำไปสู่การพัฒนาภาษาฮินดีเก่าที่มีคำยืมจากเปอร์เซียมาก จนต่อมาเรียกเป็นภาษาฮินดูสถาน หรือฮินดวี และอุรดูในที่สุด ภาษาอุรดู ในอินเดียจึงนิยมใช้ในยุครัฐสุลต่านแห่งเดลลี หรือช่วงราชวงศ์โมกุลของอินเดีย (คริสต์ศตวรรษที่ 12-18) ที่นับถืออิสลาม โดยคำว่า อุรดู หรืออูรดู หมายถึงกองทัพในภาษาเตอร์กในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ชื่อนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Zaban-e-Urdu-e-Mualla زبانِ اُرْدُوئے مُعَلّ...

ฮินดี

     👄 เชื่อว่า "ฮินดู" เดิมเป็นคำทางภูมิศาสตร์ของชาวเปอร์เซีย (อิหร่านโบราณ) ที่ใช้เรียกผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำสินธุ  ต่อมาฮินดูจึงกลายเป็นชื่อศาสนาพราหมณ์ยุคใหม่ ส่วนฮินดีคือภาษาของอินเดียที่ใช้เป็นภาษาราชการของประเทศอินเดียหรือภารตะ ภาษาฮินดีเป็นภาษาอินโด-อารยันยุคใหม่ที่พูดส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียเหนือ ภาษาฮินดีได้นำคำศัพท์ชั้นสูงส่วนใหญ่มาจากภาษาสันสกฤต และเนื่องจากอิทธิพลของชาวมุสลิมในอินเดียเหนือ ภาษาฮินดีจึงยืมคำมาจากภาษาเปอร์เซีย ภาษาอาหรับ และ ภาษาตุรกี เป็นจำนวนมาก และในที่สุดทำให้ก่อเกิดภาษาอุรดูขึ้น โดยถือว่าภาษาทั้งสองเป็นหนึ่งในภาษาถิ่นย่อยของภาษาฮินดุสตานี (Bushra Jawaid and Tafseer Ahmed, 2009, p. 24 -26) แต่ในทางภาษาศาสตร์นั้นนักวิชาการส่วนใหญ่ถือว่าภาษาฮินดีและภาษาอุรดู ถือว่าเป็นภาษาเดียวกัน แตกต่างตรงที่ ภาษาฮินดีนั้นเขียนด้วยอักษรเทวนาครีมีการยืมคำภาษาสันสกฤตมาใช้มาก ขณะที่ภาษาอุรดูเขียนด้วยอักษรเปอร์เซียและอาหรับมีการยืมคำเปอร์เซียและอิสลามมาใช้มาก      👄 แม้ว่าในสมัยโบราณวรรณกรรมไทยจะได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมบาลีและสันสกฤต...

14 มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของอินเดีย

  1 รามลีลา (รามายณะ) ของอินเดียเหนือที่แสดงรามจริตของตุลสีทาส 2 การสวดพระเวทตามประเพณีฮินดู 3 กูฏิยาฏฏัม (กถะกะฬิ ที่แสดงด้วยภาษาสันสกฤต) ของรัฐเกรละ 4 รัมมาณ การแสดงในเทศกาลของเขตคัรหะวาล มณฑล गढ़वाल मण्डल ในอุตตะราขัณฑะ उत्तराखण्ड ของอินเดีย  5 มุฎิเยฏฏะ หรือ มุฑิเยฏ เป็นการแสดงนาฏกรรมของรัฐเกรละ (ภาษามลายะลัม) ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่ภัทรกาลี ที่ฆ่าอสูรทาริกา กับ ทานเวนทรา ที่ได้พรจากพระพรหมว่าใครก็ฆ่าไม่ตายนอกจากผู้หญิง 6 การแสดงของเผ่า กาละเพลิยา कालबेलिया ในราชสถาน 7. เฉาว์ นาฏกรรมของรัฐเบงกอล นิยมแสดงเรื่องรามายณะ มหาภารตะ และปุราณะต่าง ๆ 8 การสวดมนต์ของชาวพุทธ (น่าจะมหายาน) ในตอนเหนือทั้งรัฐหิมาจัล จัมมู ลัททาข (Ladakh) 9. สังกีรฺตะนะ संकीर्तन เพลง ระบำ ละคร และการแสดงของชาวมณีปุรี ร่วมทั้งรำกลองแขกของมณีปุรีด้วย 10. เครื่องทองเหลืองและทองแดงของรัฐปัญจาบ (น่าจะเป็นเทคนิค) 11. โยคะ 12. การแสดงของเผ่านอโรซ नौरोज़ หรือชาวเปอร์เซียในอินเดีย ในปีใหม่ของชาวเผ่านี้คือวันที่ 21 มีนาคม (ที่อินเดียนุ่งห่มสุภาพเรียบร้อยไม่โชว์พุง) เปอร์เซียก็คืออีหร่าน วันปีใ...

ประเพณีลอยกระทงในอินเดีย

  ประเพณี บาลิ ยาตรา ไม่แน่ชัด แต่ สาธพะ (พวกบรรพบุรุษชาวกาลิงคะผู้ออกเรือไปชวามลายู ที่ชาวโอริศารู้จักกันในชื่อ บาลิ) ถูกกล่าวถึงในอักษรพราหมี (ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 3 - สมัยพระเจ้าอโศก) ........................ ประเพณีดีวาลี หรือทีปาวลี มีปรากฏหลักฐานกล่าวถึงใน จารึกพระกฤษณะที่ 3 ของราชวงศ์ราษฏกูฏะ ประมาณ คริสต์ศตวรรษที่ 9 - 10 ..................... ประเพณี เทว ทีปาวลี ไม่แน่ชัด แต่ปรากฏเรื่องพระศิวะสังหารตรีปุรัม อ้างอิงถึงในปัทมปุราณะ ซึ่งเป็นวรรณคดี แต่งเมื่อประมาณคริสต์วรรษที่ 7 หรือเก่าแก่กว่า คริสต์ศตวรรษที่ 12 แต่ก็มีการแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับชื่อเมืองในอินเดียใต้เข้าไปในช่วงสมัยวิชัยนคร (คริสต์ศตวรรษที่ 13-15) .................. สุโขทัย เริ่มปรากฏในประวัติศาสตร์ประมาณคริสตวรรษที่ 12 อยุธยา เริ่มปรากฏในประวัติศาสตร์ประมาณคริสตวรรษที่ 13 ธนบุรีและรัตนโกสินทร์ เริ่มสร้าง ประมาณคริสตวรรษที่ 17 (ทำเป็นพ.ศ. +543) ................. อย่าไปตูเอาว่า เขมร ลาว รับประเพณีลอยกระทงไปจากไทย มันน่าอาย เรานะใหม่สุด พึ่งเกิดสมัยกรุงเทพ ฯ ไม่ใช่หรือ ? 💥💥💥💥💥 💥 เทว ทีปาวลี หรือ เดว ดีวาลี (ดี...

อาณฺฑาลฺ เทวี : ตำนานเทวทาสีในยุคแรกแห่งอินเดียใต้

รูปเทวี อาณฺฑาลฺ ที่มา  https://en.wikipedia.org/wiki/Andal อาณฺฑาลฺ ஆண்டாள் (ตำนานเทวทาสีในยุคแรกแห่งอินเดียใต้) ............ อาณฺฑาลฺ (เขียนอาณฺฑาลฺ อ่านอาณ-ดาลฺ) เดิมนางชื่อว่า โกไต கோதை (พวงดอกไม้ของสตรี, ผมของสตรี, ภูต, สายลม) ......... มีตำนานเล่าว่า ในหมู่บ้านหนึ่งใกล้กับนครมะดูไรซึ่งอยู่ในรัฐทมิฬนาฑูมีพรามหณ์คนหนึ่ง นามว่า วิษณุสิทธา มีหน้าที่ในการจัดหาดอกไม้เพื่อไปถวายแก่เหล่าเทพที่วัดติรุวิลฺลิปุตฺตูรฺ (திருவில்லிபுத்தூர்) วันหนึ่งขณะที่พราหมณ์ผู้นี้ปฏิบัติหน้าที่เหมือนทุกวัน บังเอิญไปพบกับเด็กทารกหญิงผู้หนึ่งอยู่ในบริเวณใต้ต้นตุลสี (กะเพรา) ภายในสวนของเทวาลัย นึกเอ็นดูจึงเลี้ยงดูเด็กหญิงผู้นั้น เป็นบุตรบุญธรรมและตั้งชื่อให้เด็กทารกนี้ว่า "โกไต" ด้วยความที่เด็กน้อยผู้นี้อาศัยกับพราหมณ์ หาดอกไม้ถวายพระเจ้า ขับร้องเพลงถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าอยู่เป็นประจำ ด้วยการเลี้ยงดูเช่นนี้ทำให้เด็กมีความผูกพันกับพระเป็นเจ้าเป็นอย่างมาก พรามหณ์ก็ได้สอนวิชาความรู้ทุกอย่างให้กับนาง และนางได้แต่งบทเพลงและขับร้องถวายต่อพระกฤษณะ (ปางหนึ่งของพระนารายณ์หรือวิษณุ) ผู้เป็นเทพเจ้าที่เธอรักยิ่...

นางเทวทาสี จากสตรีศักดิ์สิทธิ์สู่หญิงบำเรอชาย

  ภาพนางเมธาวี (เทวทาสี) กับโกวะลัน ในเรื่องศิลปธิการัม ที่มา  https://en.wikipedia.org/wiki/Madhavi_%28Silappatikaram%29 นางเทวทาสี แบ่งเป็น 4 ยุค 1. ยุคแรกได้รับการยกย่องจากชาวบ้านเป็นสตรีศักดิ์ เช่นเดียวกับพระกุมารีของธิเบต หรือดังเช่นเรื่องราวของ อาณฺฑาลฺ (อ่านอาน-ดาล) ผู้แต่งงานกับพระเจ้า (พระนารายณ์) สมัยนี้นางเทวทาสีเป็นพรหมจรรย์ไม่แต่งงานกับใคร และได้รับเงินบริจาคจากหัวหน้าชุมชนและประชาชนผู้ศรัทธาเช่นเดียวกับกุมารีของธิเบต ในสมัยนี้ "เกิดกฎหมายในอินเดียใต้ว่า สตรีที่เป็นนางเทวทาสีสามารถได้รับมรดกจากบิดามารดาได้" (ปกติสตรีทั่วไปจะไม่ได้รับมรดกจากบิดา น่าจากเป็นอิทธิพลของสังคมมาตาธิปไตยที่หลงเหลืออยู่) .......... 2. ยุคที่สอง (ยุคมหากาพย์พุทธศาสนาของอินเดียใต้) มีปรากฏในวรรณคดีมหากาพย์ไชนะเรื่อง "ศิลปธิการัม" ภาษาทมิฬ ว่า นางเมธาวี ผู้เป็นนางเทวทาสี ได้รับสมบัติทั้งหมดของเศรษฐีหนุ่มโกวะลัน கோவலன் จนนางยอมเป็นภรรยาน้อยของเขา ก่อนที่โกวะลันจะทิ้งนางกลับไปหานางกัณณกิ ผู้เป็นภรรยาหลวง (கண்ணகி เขียน กัณณกิ อ่าน กัน-นะ-กี กฎเป็นคุรุที่สุดศัพท์ของทมิฬ, ก่อนเอากำไลนาง...

เปรียบเทียบวลีและประโยคภาษาฮินดูสตานี (ฮินดี-อูรดู) กับภาษาสินธี เนปาลีและมราฐี

ภาพที่ 1 การเปรียบเทียบอักษรเทวนาครี (ภาษาฮินดี ฯ) และอารบิก (ภาษาชาวสินธี ฯ) ที่มา  https://www.getit01.com/p20180114868269212/ ภาษาสินธี Sindhi توهان جو نالو ڇا آهي؟ (อ่านว่า ตุหันโจ นาโล ฉา อาเฮ) แปล อะไรคือชื่อของคุณ? ภาษาอูรดู Urdu آپ کا نام کیا ہے (อ่าน อาปกา นาม กฺยา แฮ) แปล อะไรคือชื่อของคุณ? ภาษาฮินดี Hindi आपका नाम क्या है (อ่าน อาปกา นาม กฺยา แฮ) แปล อะไรคือชื่อของคุณ? ภาษาเนปาลี Nepali तपाई को नाम के हो? (อ่าน ตะปาอีม์ โก นาม เก โฮ) แปลว่า อะไรคือชื่อของคุณ? ภาษามราฐี Marathi आपले नाव काय आहे? (อ่าน อาปเล นาว กาย อาเฮ) แปล อะไรคือชื่อของคุณ? ภาษาเบงกาลี Bengali আপনার নাম কি? (อ่าน อาปนาร นาม กิ)  แปล อะไรชื่อของคุณ? ………………………. ภาษาสินธี Sindhi ڪيترو؟ (กีตรู) แปล เท่าไร? ภาษาอูรดู Urdu کتنا ؟ (อ่าน กิตนา) แปล เท่าไร? ภาษาฮินดี Hindi कितना? (อ่าน กิตนา) แปล เท่าไร? ภาษาเนปาลี Nepali कति ? (อ่าน กะติ) แปล เท่าไร? ภาษามราฐี Marathi किती (อ่าน กิตี) แปล เท่าไร?   ภาษาเบงกาลี Bengali  কত (กะตะ) แปล เท่าไร?  ………………………… ภาษาสินธี Sindhi بابا ڪٿي آهي (...